กันยายน 2014
อา พฤ
« ส.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

ข่าวประชาสัมพันธ์

ประวัติและความเป็นมาวันตรุษจีน

          index

           เนื่องจากประเทศไทยของเรานั้น มีพี่น้องชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก วันตรุษจีน 2557 หรือ ตรุษจีน 2014 ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 มกราคม วันตรุษจีน
          ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เพราะชาวจีนถือว่า วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง และมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ของคนเชื้อสายจีน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลองแตกต่างกันไป สำหรับปี 2557 นี้ วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 31 มกราคม
ประวัติวันตรุษจีน
          สำหรับที่มาของวันตรุษจีน นั้น เชื่อกันว่าประเพณีนี้มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว จัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เดิมที่ไม่ได้เรียกว่าเทศกาลตรุษจีน แต่มีชื่อเรียกต่างกันตามยุคสมัย นั่นคือเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตศักราชจะเรียกว่า “ซุ่ย” ซึ่งมีความหมายถึงการโคจรครบหนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์ จนกระทั่งต่อมาในยุค 1000 กว่าปีก่อนคริสตศักราช เทศกาลตรุษจีนจะถูกเรียกว่า “เหนียน” หมายถึงการเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์นั่นเอง
          นอกจากนี้ วันตรุษจีน ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันชุงเจ๋” ซึ่งหมายถึงเทศกาลดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ เพราะช่วงก่อนตรุษจีนนั้นตรงกับฤดูหนาว ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศเหมาะสมแก่การเพาะปลูก ชาวจีนจึงสามารถทำนา ทำสวน ได้อีกครั้งหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวมานั่นเอง
          ส่วนการกำหนดวันตรุษจีนนั้น ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน และถือว่าคืนวันที่ 30 เดือน 12 เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หมายถึงวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ

อ่านเพิ่มเติม

ผลสอบนักธรรมสนามหลวง พ.ศ.๒๕๕๖ ยินดีกับนักเรียนทุกรูปครับ

banner_green2

ประกาศผลสอบธรรมสนามหลวง พ.ศ.๒๕๕๖
นักธรรมชั้นโท ส่วนกลาง


สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

สนร.ส่วนกลาง (มหานิกาย)
สนร.ส่วนกลาง (ธรรมยุต)

นักธรรมชั้นเอก ส่วนกลาง


สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

สนร.ส่วนกลาง (มหานิกาย)
สนร.ส่วนกลาง (ธรรมยุต)

เปิดรับสมัครพระภิกษุสามเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อเป็นศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา

เปิดรับสมัครพระภิกษุสามเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม

เพื่อเป็นศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา

ps53.aiเปิดรับสมัครพระภิกษุสามเณรใหม่
เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ ๑๖  มกราคม พ.ศ.๒๕๕๗ เป็นต้นไป

ติดต่อสอบถามได้ที่ พระครูนิวิฐสาธุวัตร เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม 0897866678 หรือ
ดร.พระมหาพลวรรธน์  วีรวํโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม 0874105734 ได้ทุกวัน..

บุญจากการอนุโมทนา

401824137

บุญจากการอนุโมทนา

ผลของบุญนั้นมีความมหัศจรรย์มาก ทำบุญเองก็ได้บุญ ชวนผู้อื่นทำบุญก็ได้บุญ บางคนไม่ได้สละทรัพย์เป็นเจ้าของวัตถุทาน ไม่ได้เป็นผู้ถวายทานด้วยมือ อีกทั้งไม่ได้อยู่ร่วมในการให้ทานกับเขาด้วย แต่มารู้ทีหลังว่าคนอื่นเขาให้ทาน รู้แล้วก็รู้สึกยินดีเลื่อมใสไปกับเขา อนุโมทนาบุญกับเขา บุคคลนั้นก็จะพลอยได้รับผลของบุญด้วยอย่างน่าอัศจรรย์ ดังเช่นผลบุญที่เกิดกับเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา

การอนุโมทนาบุญจัดเป็นการทำบุญ ๑ ใน บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ คือ ปัตตานุโมทนามัย (บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ) หากการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย
ในพระธรรมบทมีอยู่ว่า
ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระจาริกไปในดาวดึงส์เทวโลก เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูง ๑๖ โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์ เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่

พระอนุรุทธะเถระถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัตินี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ

อ่านเพิ่มเติม

อานิสงส์แห่งการทำบุญและชักชวนผู้อื่นทำบุญ

saree

อานิสงส์ แห่งการทำบุญ และ ชักชวนผู้อื่นทำบุญ

เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่

มีอุบาสกผู้หนึ่ง ไปฟังธรรมที่วัดเชตวัน ในกรุงสาวัตถีได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“บุคคลบางคนให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาย่อมได้รับโภคสมบัติ แต่ไม่ได้รับบริวารสมบัติในที่ๆ เขาไปเกิด

ส่วนบางคนตนเองไม่ให้ทาน แต่เที่ยวชักชวนคนอื่นให้ให้ทาน เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาก็ย่อมได้รับแต่บริวารสมบัติ แต่ไม่ได้รับโภคสมบัติในที่ๆ เขาไปเกิด

ส่วนบางคนตนเองก็ไม่ให้ทาน ทั้งไม่ชักชวนคนอื่นให้ให้ทานด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาก็ย่อมไม่ได้รับทั้งโภคสมบัติ และบริวารสมบัติในที่ๆ เขาไปเกิด

ส่วนบางคนตนเองก็ไห้ทาน ทั้งยังชักชวนคนอื่นให้ให้ทานด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเขาตายไป เขาก็ได้รับทั้งโภคสมบัติ และบริวารสมบัติในที่ๆ เขาไปเกิด”

อุบาสกผู้นี้เป็นบัณฑิต ได้ฟังดังนั้นก็คิดจะทำบุญให้ได้รับผลครบทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ เขาจึงเข้าไปกราบทูลขอถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้า ก็ทรงรับคำอาราธนานั้น อุบาสกนั้นจึงได้เที่ยวป่าวร้องไปตามชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย ชักชวนให้บริจาคข้าวสารและของต่างๆ เพื่อนำมาประกอบอาหารถวายก็ได้รับสิ่งของต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างตามศรัทธาและฐานะของผู้บริจาค
อุบาสกคนนั้นเที่ยวป่าวร้องไปอย่างนี้ จนมาถึงร้านค้าของท่านเศรษฐีผู้หนึ่ง ท่านเศรษฐีเกิดไม่ชอบในที่เห็นอุบาสกนั้นเที่ยวป่าวร้องไปอย่างนั้น ท่านคิดว่า “อุบาสกคนนี้เมื่อไม่สามารถถวายอาหารแก่พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกทั้งวัดเชตวันได้ ก็ควรจะถวายตามกำลังของตน
ไม่ควรจะเที่ยวชักชวนคนอื่นเขาทั่วไปอย่างนี้”

เพราะเหตุที่คิดอย่างนี้ แม้ท่านจะร่วมทำบุญกับอุบาสกนั้นด้วย แต่ท่านก็ทำด้วยความไม่เต็มใจ ได้หยิบของให้เพียงอย่างละนิดละหน่อย คือใช้นิ้ว ๓ นิ้วหยิบของนั้น จะหยิบได้สักเท่าไร เวลาให้น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็ให้เพียงไม่กี่หยด เพราะเหตุที่ท่านมือเบามาก หยิบของให้ทานเพียงนิดหน่อย คนทั้งหลายก็เลย ตั้งชื่อท่านว่า เศรษฐีเท้าแมว เป็นการเปรียบเทียบความมือเบาของท่านกับความเบาของเท้าแมว

อุบาสกนั้นเป็นคนฉลาด เมื่อรับของจากท่านเศรษฐีจึงได้แยกไว้ต่างหาก ไม่ได้รวมกับของที่ตนรับ มาจากผู้อื่นเศรษฐีก็คิดว่า “อุบาสกนี้คงจะเอาเราไปเที่ยวประจานเป็นแน่” เมื่อคิดอย่างนี้ จึงใช้ให้คนใช้ติดตามไปดู คนรับใช้ได้เห็นว่าอุบาสกนั้นนำเอาของของเศรษฐีไปแบ่งใส่ลงในหม้อที่ใช้หุงต้มอาหารนั้นหม้อละนิด อย่างข้าวสารก็ใส่หม้อละเมล็ดสองเมล็ดเพื่อให้ทั่วถึง พร้อมกับกล่าวให้พรท่านเศรษฐีด้วยว่า “ขอให้ทานของท่านเศรษฐีจงมีผลมาก” คนรับใช้ก็นำความมาบอกนาย ท่านเศรษฐีก็คิดอีกว่า “วันนี้เขายังไม่ประจานเราพรุ่งนี้เวลานำเอาอาหารไปถวายพระที่วัดเชตวัน เขาคงจะประจานเรา ถ้าเขาประจานเราเราจะฆ่าเสีย”

ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นท่านจึงเหน็บกริชซ่อนไว้แล้วไปที่วัดเชตวัน ในเวลาที่อุบาสกและชาวเมือง ช่วยกันอังคาสเลี้ยงดูพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อช่วยกันถวายภัตตาหารแล้ว อุบาสกผู้นั้นได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เที่ยวชักชวนมหาชนให้ถวายทานนี้ขอให้คนทั้งหลายผู้ที่ข้าพระองค์ชักชวนแล้ว บริจาคแล้ว ทั้งผู้บริจาคของมาก ทั้งผู้บริจาคของน้อยจงได้รับผลมากทุกคนเถิด” ท่านเศรษฐีได้ยินแล้วก็ไม่สบายใจ กลัวอุบาสกจะประกาศว่า ท่านให้ของเพียงหยิบมือเดียว คิดอีกว่า “ถ้าอุบาสกเอ่ยชื่อเรา เราจะแทงให้ตาย” แต่อุบาสกนั้นกลับกราบทูลว่า “แม้ผู้ที่บริจาคของเพียงหยิบมือเดียว ทานของผู้นั้นก็จงมีผลมากเถิด”

ท่านเศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็ได้สติ คิดเสียใจว่า “เราได้คิดร้ายล่วงเกิดต่ออุบาสกนี้อยู่ตลอดเวลา แต่อุบาสกนี้เป็นคนดีเหลือเกิน ถ้าเราไม่ขอโทษเขา เราก็เห็นจะได้รับกรรมหนัก” คิดดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหมอบแทบเท้าของอุบาสกนั้น เล่าเรื่องให้ฟังพร้อมทั้งขอให้ยกโทษให้ พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นกริยาอาการของท่านเศรษฐีอย่างนี้ก็ตรัสถามขึ้น เมื่อทรงทราบแล้วจึงได้ตรัสว่า “ขึ้นชื่อว่าบุญแล้ว ใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่าบุญนี้เล็กน้อย ทานที่บุคคลถวายแล้วแก่ภิกษุสงฆ์ อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเช่นนี้ ไม่ควรดูหมิ่นว่าบุญนี้เล็กน้อย คนที่ฉลาดทำบุญอยู่ ย่อมเต็มด้วยบุญ เหมือนหม้อน้ำที่เปิดปากไว้ ย่อมเต็มด้วยน้ำฉันนั้น”

ในตอนท้าย พระพุทธองค์ตรัสพระคาถาว่า “บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญเล็กน้อยว่าจะไม่มาถึง แม้หม้อน้ำก็ยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาฉันใด ผู้ฉลาดเมื่อสะสมบุญแม้ทีละน้อยทีละน้อย ก็ย่อมเต็มด้วยบุญฉะนั้น”

ท่านเศรษฐีได้ฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่งอย่างนี้ ถ้าเราหมั่นฟังอยู่เสมอและฟังด้วยความตั้งใจก็ย่อมได้ปัญญา ดังเศรษฐีท่านนี้เป็นตัวอย่าง

จากเรื่องของท่านเศรษฐีผู้นี้ ทำให้ทราบว่าการให้ทานนั้น เป็นเหตุให้ได้รับโภคสมบัติ การชักชวนผู้อื่นให้ทานนั้นเป็นเหตุให้ได้รับบริวารสมบัติ ในที่ๆ ตนไปเกิด

เพราะฉะนั้น เมื่อใครเขาทำบุญ หรือใครเขาชักชวนใครๆ ทำบุญ ก็อย่างได้ขัดขวางห้ามปรามเขาเพราะการกระทำเช่นนี้เป็นบาป เป็นการทำลายประโยชน์ของบุคคลทั้ง ๓ ฝ่าย คือตนเองเกิดอกุศลจิตก่อน ๑ ทำลายลาภของผู้รับ ๑ ทำลายบุญของผู้ให้ ๑

และจากเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นชัดว่า สังฆทานนั้นมีผลมาก และมีอานิสงส์มาก การที่กิเลสคือความตระหนี่ได้ถูกขัดเกลาออกไป ทำให้จิตใจที่หนาอยู่ด้วยกิเลสเบาบางลงไปได้ชั่วขณะนี้แหละ คืออานิสงส์ที่แท้จริงของบุญ ยิ่งกิเลสถูกขัดเกลาไปได้มากเท่าไร ทานของผู้นั้นก็มีอานิสงส์มากเท่านั้น

เสื้อผ้าที่สกปรกเปรอะเปื้อนต้องการสบู่หรือผงซักฟอกเข้าไปช่วยชำระล้างให้สะอาดฉันใดจิตใจที่เปรอะเปื้อนด้วยกิเลสก็ต้องการบุญ มีทานเป็นต้น เข้าไปช่วยชำระล้างขัดเกลาให้สะอาดหมดจดฉันนั้น

มงคลที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สำหรับแจกผู้สร้างบุญซื้อที่ดินถวายวัด

กริ่งเงินพระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเนื้อเงิน หล่อโบราณ นำฤกษ์ ๑ ช่อ

(พระกริ่งรุ่นแรก วัดเจ้าอาม)

 

กริ่งนวะพระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเนื้อนวโลหะแก่ทองคำ หล่อโบราณ นำฤกษ์ ๑ ช่อ

(พระกริ่งรุ่นแรก วัดเจ้าอาม)

 

กริ่งนวะ2พระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเนื้อนวโลหะแก่ทองคำ หล่อโบราณ สร้าง ๖๐๐ องค์

(พระกริ่งรุ่นแรก วัดเจ้าอาม)

 

ชัยวัฒน์พระชัยวัฒน์ (พระกริ่งเล็ก) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเนื้อนวโลหะแก่ทองคำ หล่อโบราณ สร้าง ๒๕๐๐ องค์

(พระชัยวัฒน์รุ่นแรก วัดเจ้าอาม)

 

เหรียญพระเจ้าตากใหญ่

เหรียญพระเจ้าตากเล็ก

สอบถามรายละเอียดได้ที่

พระครูนิวิฐสาธุวัตร เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม  0897866678

หลวงพ่อให้พรปีใหม่

9999999

พรปีใหม่ พุทธศักราช ๒๔๔๗ มอบแด่ทุกท่าน

ในปีใหม่นี้ อาตมภาพ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย

หลวงพ่อพระประธานในอุโบสถ หลวงพ่อโตในวิหาร

และอำนาจแห่งศีล สมาธิ ปัญญา อำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม

โปรดดลบันดาลให้ญาติโยมทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ

มีความสุขกาย สุขใจ ประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังทุกประการ

และช่วยปกปักษ์รักษาและคุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย

ไร้โรคาพยาธิ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ตลอดปี ๒๕๕๗ นี้เทอญ

 

อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา

อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา

โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

images

การเจริญภาวนา นั้น เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก การเจริญภาวนานั้น
มี ๒ อย่างคือ ” สมถภาวนา ( การทำสมาธิ )” และ ” วิปัสสนาภาวนา ( การเจริญปัญญา )” แยกอธิบายดังนี้ คือ

. สมถภาวนา ( การทำสมาธิ )

สมถภาวนา ได้แก่การทำจิตให้เป็นสมาธิหรือเป็นฌาน ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่น ๆ
วิธีภาวนานั้น มีมากมายหลายร้อยชนิด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติแบบอย่างเอาไว้ ๔๐ ประการ เรียกกันว่า ” กรรมฐาน ๔๐ ”
ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามแต่สมัครใจ ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมีที่ได้เคยสร้างอบรมมาแต่ในอดีตชาติ
เมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใด จิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่น ๆ และการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย
อ่านเพิ่มเติม

รวบรวมพิธีพุทธาเทวามังคลาภิเษก พระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

3241324132

๑.พิธีพุทธาเทวามังคลาภิเษก เททองหล่อพระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พศ.๒๕๕๖ ณ มณฑลพิธี วัดเจ้าอาม กรุงเทพมหานคร

๒.พิธีพุทธาเทวามังคลาภิเษก พระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วันที่ ๙ เมษายน เวลา ๑๖.๐๙ น.วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน โดยมีเจ้าคุณพระราชปัญญาโมลี เป็นประธาน พร้อมกับพิธีพุทธาภิเษกสมโภชพระพุทธเจ้าน้อย

๓.พิธีพุทธาเทวามังคลาภิเษก พระกริ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๖ พร้อมกับพิธีเททองหล่อเศียรเงินพระเศรษฐี

อ่านเพิ่มเติม