ธันวาคม 2014
อา พฤ
« พ.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

ขอเชิญร่วมทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ ๗๘ ปี พระครูนิวิฐสาธุวัตร เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม

123

ขอเชิญทุกท่านร่วมทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ ๗๘ ปี

พระครูนิวิฐสาธุวัตร รองเจ้าคณะเขตบางกอกน้อย เจ้าอาวาสวัดเจ้าอาม

ในวันอังคารที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ เวลา ๗.๓๐ น. เป็นต้นไป

ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร ๐๘๙-๗๘๖-๖๖๗๘, ๐-๒๔๓๕-๐๙๙๑

วันพ่อ วันพ่อแห่งชาติ

Father1

ประวัติวันพ่อแห่งชาติ

วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งความเป็นมาของวันสำคัญนี้ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์

อ่านเพิ่มเติม

ตำนานพระปริตร-ยิ่งเจริญ ยิ่งมีพลัง ยิ่งมีอานุภาพ

 55_14

         โดยทั่วไปพุทธศาสนิกชนมักทำบุญ โดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดสาธยายบทพระพุทธมนต์ในพิธีมงคล หรือพิธีที่จัดขึ้นเพื่อความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลแก่การดำเนินชีวิตในวาระต่างๆ ซึ่งมักจะเรียกรวมกันว่าพิธีเจริญพระพุทธมนต์

คำว่า “พระพุทธมนต์” หมายถึง พระพุทธพจน์อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีปรากฏในพระไตรปิฏกบ้าง เป็นคำที่แต่งขึ้นมาภายหลังบ้าง

โดยถือกันว่าพระพุทธมนต์เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ สามารถปัดป้องอันตรายต่างๆ ได้ จึงเรียกอีกอย่างว่า “พระปริตร”

คำว่า “ปริตร” มีความหมายว่า คุ้มครองรักษา หรือเครื่องคุ้มครองป้องกัน ซึ่งบทพระพุทธมนต์ที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์ เท่าที่ปรากฏรวบรวมไว้มี ๗ บท จึงเรียกว่า เจ็ดตำนาน

การสวดพระปริตรหรือเจ็ดตำนานนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศลังกา ราว พ.ศ. ๕๐๐ ด้วยว่าชาวลังกาที่นับถือพุทธศาสนาในขณะนั้น ประสงค์ให้พระสงฆ์ช่วยเหลือตนให้เกิดสิริมงคล และป้องกันภยันตรายต่างๆ ด้วยการสวดมนต์
และคาถาตามแบบอย่างพราหมณ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ทรงเวทจะทำให้เกิดสิริมงคล และป้องกันภยันตรายแก่มหาชนได้

ด้วยเหตุนี้ พระสงฆ์ลังกาจึงได้คิดวิธีสวดพระปริตรขึ้น โดยเลือกเอาพระสูตรหรือคาถาที่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย อันเกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุการณ์ต่างๆ มาสวดเป็นมนต์

โดยการสวดครั้งแรกๆก็ขึ้นกับเหตุการณ์ที่ไปสวด เช่น ไปสวดพิธีมงคลก็ใช้มงคลสูตรสวดให้คนเจ็บป่วยก็ใช้โพชฌงคสูตร ครั้นคนนิยมมากขึ้นก็คิดค้นพระสูตรต่างๆ มาสวดเป็นพระปริตรมากขึ้นเป็นลำดับ

ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินประเทศลังกา ก็ได้รับสั่งให้คณะสงฆ์ปรับปรุงพระสูตร และคาถาที่ใช้สวดพระปริตรขึ้นใหม่ให้เหมาะกับเหตุการณ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีหลวงโดยได้เพิ่มพระสูตรและคาถาให้มากขึ้น และเรียกว่า “ราชปริตร” แปลว่า มนต์คุ้มครองพระเจ้าแผ่นดิน

ต่อมาประชาชนต่างก็นิยมให้มีการสวดพระปริตรในพิธีของตนบ้าง จึงเกิดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม

เรื่อง อายุวัฒนะกุมาร (อานิสงส์ต่ออายุ) ทำให้มีอายุยืน

images

เรื่องอายุวัฒนกุมาร

               พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยทีฆลัมพิกนคร ประทับอยู่ ณ กุฎีในป่า ทรงปรารภกุมารผู้อายุยืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อภิวาทนสีลิสฺส” เป็นต้น.

               พราหมณ์ ๒ สหายออกบวช               
               ได้ยินว่า พราหมณ์ ๒ คนชาวทีฆลัมพิกนคร บวชในลัทธิภายนอก บำเพ็ญตบะสิ้นกาล ๔๘ ปี. บรรดาพราหมณ์ ๒ คนนั้น คนหนึ่งคิดว่า “ประเพณีของเราจักเสื่อมเสีย, เราจักสึก” ดังนี้แล้ว จึงขายบริขารตบะที่ตนทำไว้แก่คนเหล่าอื่น ได้ภรรยาพร้อมด้วยโค ๑๐๐ ตัวและทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ ให้ตั้งไว้เป็นกองทุน. ครั้งนั้น ภรรยาของเขาคลอดเด็ก.
               ส่วนสหายของเขานอกจากนี้ไปสู่ต่างถิ่นแล้ว ก็กลับมาสู่นครนั้นอีกนั่นแล. เขาได้ยินความที่สหายนั้นมา จึงได้พาบุตรและภรรยาไปเพื่อต้องการเยี่ยมสหาย, ครั้นถึงแล้วให้บุตรในมือของมารดาแล้วก็ไหว้เองก่อน. แม้มารดาให้บุตรในมือของบิดาแล้วก็ไหว้. สหายนั้นกล่าวว่า “ขอท่านจงเป็นผู้มีอายุยืน” แต่เมื่อมารดาบิดาให้บุตรไหว้แล้ว สหายนั้นได้นิ่งเสีย.

อ่านเพิ่มเติม

เรื่อง โชติกะเศรษฐี

345435

เรื่องโชติกะเศรษฐี

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระโชติกเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “โยธ ตณฺหํ” เป็นต้น

               ในอดีตกาล กุฎุมพี ๒ คนพี่น้องในกรุงพาราณสี ยังชนให้ทำไร่อ้อยไว้เป็นอันมาก. ต่อมาวันหนึ่ง น้องชายไปยังไร่อ้อย คิดว่า “เราจักให้อ้อยลำหนึ่งแก่พี่ชาย ลำหนึ่งจักเป็นของเรา” แล้วผูกลำอ้อยทั้งสองลำในที่ๆ ตัดแล้ว เพื่อต้องการไม่ให้รสไหลออก ถือเอาแล้ว.

               ก็ในเวลาที่เขาถือเอาลำอ้อยจากไร่เดินมา พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ภูเขาคันธมาทน์ออกจากสมาบัติแล้ว ใคร่ครวญว่า “วันนี้ เราจักทำการอนุเคราะห์แก่ใครหนอแล?” เห็นเขาเข้าไปในข่าย คือญาณของตน และทราบความที่เขาเป็นผู้สามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงถือบาตรและจีวรแล้ว มาด้วยฤทธิ์ ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเขา.

 

น้องชายถวายอ้อยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า              

               เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่มบนภูมิประเทศที่สูงกว่า แล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ด้วยคำว่า “นิมนต์นั่งที่นี้ ขอรับ” แล้วก็กล่าวว่า “ขอท่านจงน้อมบาตรมาเถิด” ได้แก้ที่ผูกลำอ้อย วางไว้เบื้องบนบาตร. รสไหลลงเต็มบาตรแล้ว.

               เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าดื่มรส (อ้อย) นั้นแล้ว เขาคิดว่า “ดีจริง พระผู้เป็นเจ้าของเราดื่มรส (อ้อย) แล้ว, ถ้าพี่ชายของเราจักให้นำมูลค่ามา เราก็จักให้มูลค่า; ถ้าจักให้เรานำส่วนบุญมา เราก็จักให้ส่วนบุญ” แล้วกล่าวว่า “นิมนต์ท่านน้อมบาตรเข้ามาเถิด ขอรับ” แล้วได้แก้ลำอ้อยแม้ที่ ๒ ถวายรส.

               นัยว่า เขามิได้มีความคิดที่จะลวงแม้มีประมาณเท่านี้ว่า “พี่ชายของเราจักนำอ้อยลำอื่นจากไร่อ้อยมาเคี้ยวกิน” ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้ใคร่จะแบ่งรสอ้อยนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่าอื่น เพราะความที่ตนดื่มรสอ้อยลำแรกนั้น จึงรับไว้เท่านั้น แล้วก็นั่งอยู่.

               เขาทราบอาการของท่านแล้ว จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่า “ท่านขอรับ รสอันเลิศนี้ใดที่กระผมถวายแล้ว ด้วยผลแห่งรสอันเลิศนี้ กระผมพึงเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุดพึงบรรลุธรรมที่ท่านบรรลุแล้วนั่นแล.”

               แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็กล่าวว่า “ขอความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จอย่างนั้น” แล้วทำอนุโมทนาแก่เขาด้วย ๒ คาถาว่า “อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ” เป็นต้น แล้วก็อธิษฐานโดยประการที่เขาจะเห็นได้ แล้วเหาะไปสู่เขาคันธมาทน์โดยทางอากาศ แล้วได้ถวายรส (อ้อย) แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป.

               เขาเห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว ไปสู่สำนักพี่ชาย เมื่อพี่ชายถามว่า “เจ้าไปไหน?” จึงบอกว่า “ฉันไปตรวจดูไร่อ้อย” ถูกพี่ชายกล่าวว่า “จะมีประโยชน์อะไรด้วยคนอย่างเจ้าไปไร่อ้อย เจ้าควรจะถือเอาลำอ้อยมา ๑ ลำหรือ ๒ ลำมิใช่หรือ?” กล่าวว่า “พี่ ถูกละ ฉันถือเอาอ้อยมา ๒ ลำ แต่ฉันเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง จึงถวายรสแต่ลำอ้อยของฉัน แล้วถวายรสแต่ลำอ้อยแม้ของพี่ ด้วยคิดว่า ‘เราจักให้มูลค่าหรือส่วนบุญ’ พี่จักรับเอามูลค่าอ้อยนั้น หรือจักรับเอาส่วนบุญ?”

               พี่ชาย. ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำอะไร?

               น้องชาย. ท่านดื่มรสจากลำอ้อยของฉันแล้ว ก็ถือเอารสจากลำอ้อยของพี่ ไปสู่เขาคันธมาทน์โดยอากาศ แล้วได้ให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป.

 

พี่ชายเลื่อมใสขออนุโมทนาส่วนบุญ              

               พี่ชายนั้น เมื่อเขากำลังกล่าวอยู่นั้นแหละ, เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว หาระหว่างมิได้ ได้ทำความปรารถนาว่า “การบรรลุธรรมที่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเห็นแล้วนั่นแหละ พึงมีแก่เรา.”

               น้องชายปรารถนาสมบัติ ๓ อย่าง ส่วนพี่ชายปรารถนาพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.

               นี้เป็นบุรพกรรมของชนทั้งสองนั้น.

 

อ่านเพิ่มเติม

จัมเปยยนาคราช พระโพธิสัตว์ บำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์

  268_1223741655.jpg_879

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ วิชฺชุริ วาภาสิ ดังนี้.
               ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลายละนาคสมบัติแล้วอยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกัน.
               อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอังครัฐราชธานี ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกันมีแม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น. พระยานาคราชชื่อว่าจัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น.
               (โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้นทั้งสองเป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนืองๆ ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราชยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราชยึดแคว้นมคธได้.

อ่านเพิ่มเติม

การทำบุญให้ทานที่ให้ผลมากอานิสงส์มาก

พุทธเจ้า

         การทำบุญ การให้ทาน ที่ให้ผลมากอานิสงส์มาก ต้องเริ่มด้วยศรัทธา ศรัทธาเป็นทรัพย์ คือทรัพย์ภายใน ทานที่ให้ด้วยความศรัทธามาก ก็จะมีผลมากอานิสงส์มาก เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ ในสมัยพุทธกาล มีผู้ให้ทานด้วยศรัทธามากมาย หลายๆท่าน ที่อยู่ในพระสูตร ดังเช่น ทานของของมหาเสนพราหมณ์ผู้ยากจนในกรุงราชคฤห์

 พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระผู้มีปกติอยู่ในป่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อญฺญา หิ ลาภูปนิสา” เป็นต้น. เทศนาตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์.

มหาเสนพราหมณ์ เป็นคนยากจนอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ เขาเป็นสหายของวังคันตพราหมณ์บิดาของพระสารีบุตร พระสารีบุตรจึงมักบิณฑบาตไปที่หน้าเรือนเพื่อจะสงเคราะห์เขาบ่อยๆ มหาเสนพราหมณ์เป็นคนมีศรัทธาแต่ไม่มีทรัพย์หรือเครื่องไทยธรรมใดๆ เลย เขาจึงต้องคอยแอบอยู่ในเรือน ตั้งใจว่าวันหน้าถ้ามีเครื่องไทยธรรมดีๆ จึงจะถวายพระเถระ

ต่อมาวันหนึ่ง มหาเสนพราหมณ์ไปในที่บอกลัทธิของพวกพราหมณ์ ได้ข้าวปายาสกลับมาเต็มถาดกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบอีกผืนหนึ่ง เมื่อถึงเรือนก็ระลึกถึงพระสารีบุตรว่าเราต้องการถวายไทยธรรมนี้แก่พระเถระ

ในขณะนั้น พระสารีบุตรออกจากฌานสมาบัติ เห็นว่าพราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้วและมีศรัทธาจะถวายทาน ท่านจึงห่มผ้าและถือบาตรมายืนอยู่หน้าประตูเรือน

มหาเสนพราหมณ์ เห็นพระเถระมา ปีติและศรัทธาก็เพิ่มทวีคูณ นิมนต์พระสารีบุตรให้เข้ามานั่งในเรือนแล้วนำข้าวปายาสมาถวาย พระสารีบุตรรับข้าวปายาสเพียงครึ่งหนึ่งก็เอามือปิดบาตร มหาเสนพราหมณ์กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้ปริมาณเพียงพอสำหรับคนๆ เดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าขอถวายทั้งหมด ขอท่านจงรับเพื่อสงเคราะห์ข้าพเจ้าในปรโลกด้วยเถิด”

อ่านเพิ่มเติม

พระพุทธเจ้าตรัสถึงผลทาน 14 ข้อ ในทักขิณาวิภังคสูตร

budh066a

พระพุทธเจ้าตรัสถึงผลทาน 14 ข้อนี้ในทักขิณาวิภังคสูตร  ดังนี้

1) บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า
2) ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า
3) ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า
4) ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม (พวกนักพรตฤาษีต่างๆ) พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า
5) ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้จนประมาณไม่ได้
6) จะป่วยกล่าวไปไยสำหรับการให้ทานในพระโสดาบัน(ว่าจะหวังผลได้มากแค่ไหน)
7) ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง
8) ในพระสกทาคามี
9) ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง
10) ในพระอนาคามี
11) ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง
12) ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์
13) ในพระปัจเจกสัมพุทธ และ
14) ในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ฯ

และพระพุทธเจ้าก็ตรัสต่อไปอีกว่า

“ดูกรอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้น (ที่มีภิกษุทุศีลในหมู่สงฆ์) เราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทาน (ทานจำเพาะเจาะจงบุคคล) ว่ามีผลมากกว่าทักษิณา (ทานที่ไม่จำเพาะเจาะจงบุคคล) ที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย ฯ”

สำหรับเรื่องทานนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทานสูตร  ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้ คือ อามิสทาน ๑ ธรรมทาน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ”

 ทักขิณาวิภังคสูตร

[๗๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธาราม เขตพระนครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท สมัยนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงถือผ้าห่มคู่หนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้ หม่อมฉันกรอด้าย ทอเอง ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของหม่อมฉันเถิด ฯ

อ่านเพิ่มเติม

เวลามสูตร ( พูดถึง ลำดับของอานิสงส์)

Kalamasud

[๒๒๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดีในตระกูลของท่าน ยังให้ทานอยู่บ้างหรือหนอ ฯ

ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในตระกูลของข้าพระองค์ยังให้ทานอยู่ แต่ท่านนั้นเป็นของเศร้าหมอง เป็นปลายข้าว มีน้ำผักดองเป็นที่สอง ฯ

พ. ดูกรคฤหบดี คนให้ทานอันเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม แต่ให้ทานนั้นโดยไม่เคารพ ไม่ทำความนอบน้อมให้ ไม่ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของที่เหลือไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมให้ทาน ทานนั้นๆ ย่อมบังเกิดผลในตระกูลใดๆในตระกูลนั้นๆ จิตของผู้ให้ทานย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคผ้าอย่างดี ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคยานอย่างดี ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้บริวารชนของผู้ให้ทานนั้น คือ บุตรภรรยา ทาส คนใช้ คนทำงาน ก็ไม่เชื่อฟัง ไม่เงี่ยหูฟัง ส่งจิตไปที่อื่นเสีย  ข้อนั้นเพราะเหตุไร ทั้งนี้เป็นเพราะผลแห่งกรรมที่ตนกระทำโดยไม่เคารพ ฯ

อ่านเพิ่มเติม

ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย

วัตถุทาน

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับต่อไปนี้ คือ

๑. ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีบุญวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์ และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

๒. ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๓. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๔. ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้ที่มีศีล ๑๐ คือสามเณรในพระพุทธศาสนา แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๕. ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์ ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ

อ่านเพิ่มเติม

ขอเชิญร่วมงานวันลอยกระทง ณ วัดเจ้าอาม เวลา ๒๐.๐๐ น.

ลอยกระทง

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ได้ร่วมงานลอยกระทง ณ วัดเจ้าอาม

วันที่ ๖  พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๗ เวลา ๒๐.๐๐ น.

         เพื่อเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า  และลอยกระทงเพื่อเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์/ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย

ติดต่อสอบถามได้ที่ 0897866678

ประวัติและความเป็นมาของวันลอยกระทง

         วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณี ลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

อ่านเพิ่มเติม

อานิสงส์ของการทอดกฐิน

อานิสงส์กฐินทาน57

อานิสงส์ของการทอดกฐิน

อานิสงส์ ของการถวายกฐินแท้จริงแล้ว ก็เหมือนกับการถวายสังฆทานนั่นแล เพียงแต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น จำกัดกาล (ปีหนึ่งถวายได้หนเดียว) จำกัดเวลา (ต้องถวายภายใน ๑ เดือนหลังออกพรรษา) เป็นต้น เรียกว่า ใช้กำลังใจสูงกว่าการถวายผ้าป่าที่ถวายได้ตลอดปี หรือสังฆทานธรรมดานั่นเอง เลยมีอานิสงส์พิเศษ

คำว่า “อานิสงส์กฐิน” ที่อยู่ตอนต้น ก็ควรเขียนว่า “อานิสงส์การถวายกฐิน” ครับ เพราะอานิสงส์กฐินแท้จริงนั้น เกิดแก่พระภิกษุ ดังนี้

๑. เที่ยวไปโดยไม่บอกลา (ออกพรรษา อนุโมทนากฐินแล้ว เที่ยวไม่ยั้งครับ)

๒. จาริกไปไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบชุด (ปกติพระไปไหนต้องพกสังฆาฏิใส่ย่ามไปด้วยครับ)

๓. ฉันคณโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้ (อันนี้แปลคร่าว ๆ ว่า ฉันเป็นหมู่คณะได้)

๔. เก็บอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา

๕. จีวรอันเกิดในที่นั้น (ที่ที่จำพรรษา) เธอมีสิทธิที่จะกรานกฐินและได้รับอานิสงส์ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และจะได้รับสิทธิพิเศษนี้ไปอีก ๔ เดือน

การทอดกฐินเป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบ 3 เดือน งานบุญนี้มีระยะเวลาทำตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 มูลเหตุที่มีการทำบุญกฐินนั้น มีเรื่องเล่าว่า มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ระหว่างการเดินทางนั้นยังเป็นช่วงหน้าฝนและระยะทางไกลจึงทำให้ผ้าจีวรของพระภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลนไม่สามารถหาผ้าผลัดเปลี่ยนได้ พระพุทธเจ้าได้เห็นถึงความยากลำบากนั้น จึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังออกพรรษา ชาวบ้านจึงได้จัดผ้าจีวรนำมาถวายพระภิกษุในช่วงเวลาดังกล่าว จนกลายเป็นประเพณีทำบุญกฐินมาจวบจนปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม

ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญวันออกพรรษาและตักบาตรเทโวฯ ณ วัดเจ้าอาม 8-9 ต.ค.57

ทำบุญวันออกพรรษา

         เมื่อถึงวันออกพรรษาหรือวันมหาปวารณา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงถือเป็นโอกาสอันดีทิ จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศล แก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาล ในวันนี้ และวันถัดออกมาจากวันออกพรรษา 1 วัน คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ ที่เรียกกันว่า ตักบาตรเทโวหรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติสมัยพระพุทธเจ้า ที่ได้กล่าวว่า ในวันถัดวันออกพรรษาหนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนคร พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย ทั้งสวรรคโลก โลกมนุษย์ และนรกภูมิ เพื่อเป็นการแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์โลกและเทวดาทั้งหลาย ซึ่งการออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ ที่เรียกกันว่า “วันมหาปวารณา” คำว่า”ปวารณา”แปลว่า “อนุญาต” หรือ “ยอมให้” คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน  จัดเป็นญัตติ กรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอด ไตรมาส  เพื่อสามารถให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อบกพร่องของตนและสามารถ นำข้อบกพร่องไปแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้น

11111

         ประเพณีตักบาตรเทโว หลัง วันออกพรรษา หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีการ “ตักบาตรเทโว” หรือชื่อเต็มตามคำพระว่า “เทโวโรหนะ” แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก โดยสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตักบาตรดาวดึงส์” โดยอาหารที่นิยมนำไปใส่บาตรคือ ข้าวต้มมัด และ ข้าวต้มลูกโยน มีความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเทโวดังนี้ครับ ในสมัยพุทธกาล เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสนคร การที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า “เทโวโรหณะ” ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้ความศรัทธาเลื่อมใส ทราบข่าวว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อ รับเสด็จกันอย่างหนาแน่น จนยึดถือกันเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้โดย พิธีตักบาตรเทโวโรหณะนั้น ในปัจจุบันนั้นจะเริ่มตั้งแต่ตอนรุ่งอรุณ หลัง วันออกพรรษา พระภิกษุสามเณรจะลงทำวัตรในพระอุโบสถ ชาวบ้านก็จะใส่บาตรด้วยอาหารหวาน อาหารคาว ข้าวต้มลูกโยน และข้าวต้มมัดจึงเป็นสัญลักษณ์ของพิธีนี้

        ขอเชิญ พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญวันออกพรรษา ณ วัดเจ้าอาม ในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2557  กำหนดการ ### ในเวลาเช้า เลี้ยงภัตตาหารเช้าพระสงฆ์ จำนวน 25 รูป ในเวลา 8.00 น. และในเวลา 17.00 น. ร่วมสวดมนต์ปฏิบัติธรรม ณ ศาลาการเปรียญวัดเจ้าอาม

         และในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2557 ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว ในเวลา 8.00 น. ณ ลานหน้าวัดเจ้าอาม  และเลี้ยงภัตตาหารเช้าพระสงฆ์ จำนวน 25 รูป

วันออกพรรษา

daowa1

วันออกพรรษา คือวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝนซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
วันออกพรรษา  ตรงกับวันเพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) เดือน ๑๑ เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์ออกจากจำพรรษา หรือการอยู่ประจำที่ตลอดฤดูฝน เป็นระยะเวลา ๓ เดือน ต่อจากวันนี้ไปพระภิกษุสงฆ์ก็สามารถจาริกไปในที่ต่าง ๆ และค้างแรมในที่อื่นได้

อ่านเพิ่มเติม

แผนที่วัดเจ้าอาม

1361769503-carm-omap12313

 1.จากบางเขน เมเจอร์รัชโยธิน ไปวัดเจ้าอาม

1.1 สาย 59–503—-ถนนราชดำเนินกลาง โชว์รูมเบนซ์ ตรงข้ามศึกษาภัณฑ์ ต่อสาย 79
(ปอ.35,183,511,556—ไปถนนบรมราชชนนีจุด A ในแผนที่)
1.2 สาย 34,39,59,63,177,503 ฯลฯ—-อนุสาวรีย์ชัยฯ ต่อรถที่ป้าย รพ.ราชวิถี

2.จากลาดพร้าวแยกรัชดาไปวัดเจ้าอาม
2.1 สาย 8,27 ไปลงอนุสาวรีย์ชัย ต่อรถที่ป้าย รพ.ราชวิถี
2.2 สาย 44—-ถนนราชดำเนินกลาง
2.3 สาย 8 ไปลงป้ายสำเพ็ง…..ลงต่อสาย 40,56—ป้ายแมคโครจรัญฯ (ปากซอยจรัญฯ39)
ลงต่อสองแถวสีแดง,สีฟ้าทุกคัน 7 บาท—ถนนบางขุนนนท์–วัดเจ้าอาม

3.จากอนุสาวรีย์ชัยฯไปวัดเจ้าอาม
ป้าย รพ.ราชวิถี  สาย 28,125,515,539,542  ไปลงป้ายปลายซอยบางขุนนนท์ในแผนที่ (A)
เดินย้อนไปข้ามถนนที่นิวรสทิพย์ (B)
สองแถวทุกคัน 7 บาท และ สาย 57 (8 บาท)—-ข้ามคลองชักพระ–กรมบังคับคดี
ลงป้ายตรงข้ามวัดเจ้าอาม (สนง.สาธารณสุข)

4.หมอชิต
สาย 28 เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเข้า…ตัดระยะที่อนุสาวรีย์ฯ ซะมาก
สาย ปอ.157 และ ปอ.509—ถนนราชดำเนินกลาง ต่อ 79 ครับ
หรือจะออกไปที่บีทีเอสหมอชิต—บีทีเอสอนุสาวรีย์ชัย ก็ไปไม่ยาก
หรือ
ไปโดยรถไฟใต้ดิน—สถานีหัวลำโพง–ทางขึ้น 4…ป้าย รร.บางกอกเซนเตอร์
ต่อ 40,542—-ป้ายปากวอยจรัญฯ39–ต่อสองแถว
ปอ.507—ป้ายปลายซอยบางขุนนนท์ 

ทางน้ำ ทางเรือ

นั่งรถตู้มาลงท่าน้ำนนท์ ลงเรือมาขึ้นที่ศิริราช แล้วต่อรถกระป๋องบางขุนนนท์

รถกระป๋อง(ซูบารุเล็ก) จากท่าน้ำศิริราช…****เข้าถนนบางขุนนนท์…ไม่ถึงวัดเจ้าอามครับ****
จะจอดแค่ซอยตรงข้ามหอพักพยาบาลศิริราช (ซ.บางขุนนนท์14)
จากนั้นไปวัดเจ้าอามอีกประมาณ 2 ป้ายรถเมล์

หากขึ้นท่าน้ำศิริราช  (ท่ารถไฟปิดซ่อมมา 1.5 ปีแล้ว)
ต้องเดินผ่านไปหลังโรงพยาบาล—ประตูรถไฟเดิม
สองแถวแดง 7 บาท จะเริ่มต้นเที่ยวกลับเข้าบางขุนนนท์ตรงนั้น
**ทุกคัน ผ่านวัดเจ้าอาม—กรมบังคับคดี และ สะพาน/แยกชักพระ ครับ

ขอบคุณ CR128 ใน pantip.com

 

 

แผนที่วัดเจ้าอาม แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 มีรถโดยสารประจำทางสาย 57  ปอ.79 และรถสองแถวเล็กผ่านหน้าวัด เข้าทางถนนจรัญสนิทวงศ์ หรือ เข้าทางถนนตลิ่งชันก็ได้ เบอร์โทรที่วัด 024350991, 0874105734 028814005

1.ถ้ามาจากวงแหวน-พุทธมณฑล วิ่งมาเรื่อยๆ พอเลยสะพานเข้าถ.ราชพฤกษ์-ปากเกล็ด(เส้นใหม่)จะมีสะพานข้ามทางรถไฟ ลงสะพานให้ชิดซ้ายวิ่งเข้าเส้นใน อยู่เลยกลางนะ เลนขวาเดี๋ยวนี่จะขึ้นสะพานลอยฟ้ไปปิ่นเกล้า แล้ววิ่งตรงตลอด จนเลย TOP SUPERMARKET จะเจออีกยูที่ใต้สะพานเช่นกัน วิ่งเลยป้ายวัดไก่เตี้ย ก็เลี้ยวซ้ายตรงแยกเข้าถ.บางขุนนนท์ วิ่งไปผ่านกรมบังคับคดี แล้วข้ามสะพานชักพระ เห็นสะพานลอยเลี้ยวขวาเข้าได้เลย

2.ถ้ามาทางเส้นจรัลสนิทวงศ์ เส้นนี้ง่ายมาก ถ้ามาจากท่าพระ ให้วิ่งลงสะพานใต้ดิน วิ่งไปเลยสามแยกไฟฉาย ผ่านตลาดบางขุนศรี พอผ่านแม็กโครจรัญฯ แล้วให้ชิดซ้าย จนถึงไฟแดงสี่แยกบางขุนนนท์ เลี้ยวซ้ายวิ่งตรงตลอด ประมาณ 1.5 ก.ม. วิ่งไปจนเห็นสะพานลอย ก็เลี้ยวซ้ายเข้าเลย  วัดตรงข้ามปั้มเอสโซ่